ความทรงจำสีจาง

posted on 12 Aug 2008 14:55 by bloodrabbit

 

ทีฆายุกา โหตุ มหาราชินี
๑๒ สิงหาคม

วันแม่แห่งชาติ
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

(เครดิต : วปวิทยาลัยแพทย์พระมงกุฎ)

 

(แอบแก้คำผิดตามที่ ผปค. ครูมิวบอกแล้วนะค่ะ ขอบคุณมากเลยค่ะ><)

 

 

 

ข้อความข้างต้นจะไม่เกี่ยวข้องกับข้อความข้างล่าง.....

ข้อความข้างล่างนี้จะเป็นเรื่องราวของนักเรียนคนหนึ่งในโรงเรียนลูกบาศก์

ถ้าคุณๆ ทั้งหลายที่หลงเข้ามา แล้วยังงงอยู่ว่า เรื่องราวเหล่านี้เป็นมายังไง

เชิญคุณๆ เหล่านั้น เข้าไปค้นหาความเป็นไปได้

ที่นี่ ...โรงเรียนลูกบาศก์ ของคุณCocon เลยงับ^^

 

 

--------------------------------------------------------------------

 

ทุกคนที่เห็นentryนี้คงมีคำถามในใจละสิ~ (ถ้าไม่มี ก็มีซะ....)

ไหนบอกว่าปิดบล็อคชั่วคราว ???

- ก็ชั่วคราวไง~

 

แล้วจะปิดเพื่อ!!!

- พอใจจะปิด (โดนถีบ)

ไม่หรอกงับ จริงๆ แล้วปิดจริงๆ แต่ว่า....

วันนี้วันแม่นี้....

เลยอยากจะอัพอะไรซักหน่อย

(บอกรักแม่ผ่านวินด์แล้วกัน~)

 

 

หลังจากนี้ คงจะต้องจริงจังกับคำพูด.....จะไม่มาเล่นอีกแล้วค่ะ= ="

(ได้ข่าวว่าพึ่งจะหางานมาใส่หัวเพิ่ม...../เอาไว้ทำตอนเครียดๆ ไง~)

 

ป.ล. ไร้สาระวันละนิดจิตแจ่มใสนะเอ้อ~

 

(ผิดพลาดประการใดก็ขออภัย ณ ที่นี้ด้วย โดยเฉาพะ คำผิด!!! ฝีมือชุ่ยขึ้นก็อย่าได้สงสัย 555+ = =")

 

 

 

 

แสงอาทิตย์สาดแสงนวลมอบความสว่างไสวต้อนรับวันใหม่ 

หมู่วิหคน้อยใหญ่ล่อนนภาส่งเสียงร้องขับขานเสียงเพลงยามเช้า   

เสียงวุ่นวายภายในห้องครัวเล็กๆ ที่มักจะตามมาด้วยกลิ่นหอมๆ จากอาหารฝีมือของแม่ 

เสียงผู้สื่อข่าวรายงานเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นดังลอดออกมาจากทีวีที่พ่อเปิดดู  

......และเหตุการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นในยามเช้าของทุกวัน......รวมไปถึง....

 

โอ๊ย!~.....

คำอุทานเบาๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากบางเฉกเช่นทุกวันนับตั้งแต่เจ้านกตัวอ้วนมาอยู่ด้วย 

นัยน์ตาสีนิลเปิดมองเจ้านกตัวแสบที่บินขึ้นตรงหน้าเมื่อตนขยับกาย

......ทำแบบนี้ทุกวันไม่เบื่อบ้างเหรออาว่า-*-.......

 

วินด์ลูบปลายคางที่โดนจิกนิดหน่อย  ก่อนจะยันกายลุกขึ้นจากเตียงเดินไปเก็บนิยายในมือ  แล้วเดินไปเปิดลิ้นชักที่โต๊ะหนังสือ หยิบเศษขนมปังออกมาวางบนโต๊ะโดยมีกระดาษแผ่นนึงรองอยู่  เจ้านกน้อยรีบล่อนลงไปจิกกินอย่างอารมณ์ดี  นัยน์ตาสีนิลแลมองสักครู่ก่อนจะส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

 

......ตั้งแต่อาว่ามาอยู่ด้วย......

 

.......นี้ก็คงเป็น.....กิจวัตรประจำวันใหม่ของผม......-*-...........

 

 

 

.....แต่จะว่าไป......

 

รู้สึกหลังๆ นายจะติดเจ้าหน้าสวยนั่นมากไปแล้วนะ -*-.....

วินด์เอ่ยขึ้นเมื่อพาลคิดไปถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา  ทุกครั้งที่อาว่าหายตัวไป.....

.....เจ้านั่นจะเป็นคนเอามาคืนทุกครั้ง......

 

เด็กหนุ่มถอนหายใจ มานึกดูอีกทีเจ้านกอ้วนมันจะตอบกลับมาได้อย่างไร...

ในเมื่อมันอยู่กับเค้าแค่ไม่กี่วัน จะสื่อสารกันรู้เรื่องคงต้องใช้เวลาสักหน่อย

 

แต่ดูเหมือน....พ่อหน้าหงิกของเราจะคิดผิด.....

เมื่อ.....

 

ศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยขนสีเหลืองนุ่มเงยขึ้นมาจากเศษขนม

เอียงเล็กน้อยพอให้ดูน่ารัก  ก่อนจะก้มลงไปจิกกินขนมที่ยังเหลืออยู่

 

วินด์ถอนหายใจอีกครั้ง

....อย่างน้อยผมก็รู้ว่า....

 

....อาว่าก็ตอบสนองคำพูดของผมเป็น -*-......

 

ใบหน้าคมคายหันไปมองปฏิทินที่ผนังห้อง 

.....วันที่10 สิงหา......อีกสองวัน.....

 

....ก็จะถึงวันแม่......

 

 

....รู้สึกว่าพรุ่งนี้ โรงเรียนจะจัดงานวันแม่......

 

....จำได้ว่ามีคำประกาศผ่านหูมาตอนหลับ......

 

 

....วันแม่.....เป็นวันที่ทุกคนยินดี.....

....แต่คงไม่ใช่กับผมซะทีเดียว.....

 

 

.....ผมไม่ใช่เด็กกำพร้าแม่.....

....แต่ผมทำในสิ่งที่ไม่ดีกับแม่.....

 

....อาจจะมีบ้างที่คนเราจะเคยทำสิ่งที่เลวร้ายกับพ่อ....และแม่.....

 

.....วันแม่เป็นวันที่ทุกคนจะทำสิ่งดีๆ ให้กับแม่.....

....ไม่ใช่แค่วันหยุด....แต่เป็นวันที่มีความหมายสำหรับทุกคน.....

....เป็นวันที่สำคัญที่สุดของลูกๆ ทุกคน......

 

....แต่ผม.....ก็ทำสิ่งที่ไม่ดีกับแม่ในวันนั้น......

 

 

......................

 

 

............

 

 

....

 

 

คุณเคยได้ยินโรคภูมิแพ้ทางผิวหนังไหม ??

 

มันโรคที่ติดตัวผมมาตั้งแต่เกิด  อาการเมื่อตอนเด็กๆ เป็นยังไงผมก็จำไม่ได้หรอก

ก็คนเราจะจำความได้ก็ประมาณ 3 ขวบ

.....แต่เอาจริงๆ ตอนนี้ผมก็จำเรื่องราวตอนอนุบาลไม่ได้แล้ว -*-

 

ผมเคยได้ยินจากญาติๆ ว่าแม่หิ้วผมขึ้นรถเมล์ไปโรงพยาบาลจุฬาฯ ตั้งแต่ 4เดือน 

พวกเค้าร่ายรายละเอียดยาวเหยียด......

เอาเป็นว่า....พวกญาติๆ ลงความเห็นว่า ตอนนั้นผมเหมือนแตงโมที่กำลังจะแตก

 

เท่าที่จำได้  ตอนผมยังตัวเล็กๆ ผมต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลกับแม่เป็นประจำทุกอาทิตย์

 

กินยาอะไรก็ไม่รู้มาตลอด  ตั้งแต่ยาน้ำ ยัน ยาเม็ดเท่าเม็ดเกาลัด

 

แม่บอกว่าดูดีกว่าตอนเด็กๆ ตั้งเยอะ.....ผมก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า....

 

เพราะตอนประถม 1 เด็กวัยเดียวกันแบนผมทั้งระดับชั้น....

....ทุกคนบอกว่าผมเป็นตัวประหลาด......

 

ผมไม่กล้าบอกแม่....เพราะถ้าบอก แม่ต้องรู้สึกไม่ดีแน่ๆ

.....เก็บเรื่องไว้กับผมคนเดียวก็พอ.....

 

ตอนนั้นผมมีชีวิตอยู่ได้เพราะ เปียโนในห้องดนตรี.....กับพี่ข้างบ้าน....

 

เค้าเป็นคนลากผมไปเล่นกับเด็กในซอยเกือบทุกวัน....

วันแรกๆ ทำเอาผมเกือบตาย  เพราะโรคที่ผมเป็น ทำให้ผมเป็นคนเหงื่อออกยาก

ความร้อนที่ไม่ระบายออกทำให้ผมมีสบายเหมือนคนไข้ขึ้น 40 องศา....

 

และก็เป็นเค้าอีกนั้นแหละที่แบกผมซึ่งเป็นลมหมดสภาพมาหาแม่....

แต่แม่ก็ยังอนุญาตให้ผมออกไปเล่นอยู่ทุกวัน เพราะต้องการให้ผมออกกำลังกายบ้าง -*-....

 

....จริงๆ แล้วผมลืมชื่อพี่คนนั้นไปแล้ว  แต่พึ่งจะจำได้ไม่นานมานี้.....

 

.....พี่ไต๋.....

 

เค้าแก่กว่าผมประมาณ  3-4 ปีได้   เค้าเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกับผม

เค้าช่วยผมหลายอย่าง....เป็นเหมือนพี่ชายของผมเลย.....

 

 

จนผมประถม 3 พ่อผมย้ายที่ทำงานครอบครัวของเราเลยต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น 

เป็นเวลาเดียวกับที่พี่ไต๋ออกจากโรงเรียนเพื่อจะไปต่อที่โรงเรียนมัธยมพอดี

และหลังจากนั้น  ผมก็ไม่ได้เจอกับพี่ไต๋อีก

 

 ผมย้ายมาโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง  ไม่มีใครว่าผมว่าเป็นตัวประหลาด

อาจเป็นเพราะสภาพผิวของผมที่ดีขึ้น ดูไม่ต่างจากคนผิวแห้งทั่วไปแค่มีรอยแตกพอเป็นพิธี

 

 

ตอนนั้นด้วยความที่ผมไม่เคยมีเพื่อน  พอมีคนมาชวนผมก็เข้ากลุ่มของเค้าโดยทันที

ผมพยายามทำดีทุกอย่าง เพราะผมไม่อยากถูกเกลียด

 

เพราะผมต้องการคนที่คอยเล่นกับผม คอยอยู่เคียงข้างเวลาที่ผมมีปัญหา

จนลืม....ลืมที่จะสังเกต...

 

ว่าคำพูดคำหวาน

คำชมเสนาะหู

การกระทำที่แสนดี

และรอยยิ้มที่เป็นมิตร

 

...มันเป็นสิ่งที่เสแสร้งหรือไม่.....

 

จนวันที่ 9 สิงหาของปีนั้น

ขณะที่ผมกำลังแอบเล่นเปียโนอยู่ในห้องดนตรีไร้ผู้คน

.....ที่ไม่เล่นตอนที่มีคนเห็น.....

 

.....มันน่าอายนี้.....

 

จู่ๆ ก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง  เค้าบอกว่าแอบฟังผมเล่นมาได้สักพักแล้ว

ผมตกใจแต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือพูดขอร้องประโยคหลัง

 

เธอจะช่วยเล่นเปียโนในงานวันแม่ได้หรือเปล่า ???

 

เค้าบอกเหตุผลว่า  เด็กที่เป็นตัวจริงเกิดท้องเสียกะทันหัน พร้อมกับส่งโน้ตเพลงที่ต้องเล่นมาให้

ผมมองผ่านๆ แล้วบอกว่า ผมไม่เคยเล่นสองเพลงนี้

เพราะปกติผมมักจะเล่นเพลงของโชแปงที่แม่ชอบ  ถึงมันจะไม่เพราะเท่าไหร่

แต่แม่ก็บอกว่ามันเพราะเสมอ......

 

แต่อาจารย์ท่านนั้นยังยืนยันคำขอร้องเดิม

ผมถามเค้าว่า  ให้แม่ของผมมาได้หรือเปล่า

....ผมถามไปอย่างงั้นแหละ  เพราะผมรู้ว่าห้องของผมเลือกตัวแทนแม่ไปหมดแล้ว.....

 

.....เค้าเลือกผมไปไม่ได้หรอก......

 

แต่ว่า  อาจารย์ท่านนั้นกลับรับคำและบอกให้ผมเตรียมซ้อมเพลงที่เค้าให้ไว้ได้เลย....

 

ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าเค้าพูดจริงหรือพูดเล่น

 

วันรุ่งขึ้น  เพื่อนๆ มองผมด้วยสายตาแปลกๆ

และน้ำเสียงน่ากลัวสำหรับผมในตอนนั้นจากเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในห้อง

 

ฉันจะรอฟังเพลงของนายนะ

 

และผมมารู้สาเหตุอีกทีจากปากของ ธีรพล เพื่อนสนิทที่สุดของผมในตอนนั้น....ละมั้ง...

 

เด็กผู้หญิงคนนั้นชื่อ.....อะไรสักอย่างนี้แหละ -*-......

เจ้าหล่อนเป็นตัวแทนของห้องเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่อนุบาลได้

....เรียกได้ว่าแม่ของเธอมาโรงเรียนทุกปี......

 

มาปีนี้จู่ๆ อาจารย์หัวหน้าหมวดศิลปะก็มาคุยกับแม่ของเธอ

ทั้งคู่สนิทกันอยู่แล้ว  ตอนแรกเจ้าหล่อนก็ไม่สงสัย

มารู้ตอนแม่บอกว่า  ปีนี้แม่ไม่ไปที่โรงเรียนนะ  ไปประจำทุกปีๆ ให้คนอื่นไปบ้างก็ดีเหมือนกัน

เท่านั้นแหละเธอเลยมาถามครูคนนั้นตั้งแต่เช้า

 

ก็ได้ความมาว่า ท่านให้ผมเป็นตัวแทนห้องแทน เพราะท่านจะให้ผมเล่นเปียโนในวันนั้น

 

ธีรพลบอกว่า เธอคงโกรธและไม่พอใจผม  กลุ่มเพื่อนของเธอก็พาลโกรธผมไปด้วย

ผลก็อย่างที่ปรากฏเมื่อเช้า....

 

พอผมรู้เรื่องทั้งหมด  ตอนนั้นจำได้ว่ารีบวิ่งไปขอโทษเด็กคนนั้นทันที

จบคำขอโทษ เธอยิ้มให้ตอบผม  บอกว่าไม่เป็นไร  เธอแค่โกรธนิดหน่อย

.....แต่เธอรอฟังเพลงของผมจริงๆ ........

 

ผมดีใจจนยิ้มตอบเธอ  ก่อนจะวิ่งไปที่ห้องดนตรี

....ผมคิดว่า....ผมต้องทำให้ดีที่สุด..........

 

กลับบ้านผมก็ไปบอกแม่ว่าผมได้เป็นตัวแทนห้อง  ได้เล่นเปียโนด้วย

แม่ยิ้มให้ผม   และบอกว่า แม่จะไปฟังนะ.....

 

 

และก็มาถึงวันที่ 11 สิงหา

 

พิธีเริ่มไปอย่างปกติ  คล้ายๆ กับที่โรงเรียนเก่าของผม  แต่ไม่เหมือนซะทีเดียว

โรงเรียนเก่าของผมค่อนข้างจะใหญ่กว่า  แต่ที่นั่นก็จัดแบบง่ายๆ ถ้าเทียบกันแล้ว

.....ที่นี่ดูคุณหนูกว่ามากๆ ........

 

 

มีการแสดงโชว์ตั้งหลายการแสดง  ส่วนของผมนะอันสุดท้าย

เล่นตอนที่ เค้าเดินเอาพานดอกมะลิมาให้เหล่าแม่ๆ

 

และแน่นอนเพื่อให้ผมเดินเอาพานไปให้แม่ได้สะดวกๆ 

แม่เลยนั่งอยู่ใกล้ๆ เปียโนที่ผมเล่นเลย ~

 

แต่ตอนนั้นเอง....

ก่อนที่ผมจะได้บรรเลงเพลงค่าน้ำนม  พานดอกไม้ที่ควรจะอยู่ใกล้ๆ กับผมหายไป

อาจารย์ส่งเสียงเร่งผมเพราะมันถึงเวลาแล้ว

 

ผมรู้สึกลนลาน  สมาธิเริ่มไม่อยู่ที่ตัว

....แล้วผมจะเอาอะไรไหว้แม่ล่ะ??.....

 

มันเป็นความคิดของผม.....

 

นิ้วมือของผมกดคีย์สีขาวตามตัวโน้ตเท่าที่จำได้  แต่สติของผมไม่ได้อยู่กับมันเลย

และความผิดพลาดก็เกิดขึ้น   ทุกคนหันมามองผมเป็นสายตาเดียว

 

เมื่อทำนองเพลงผิดเพี้ยนไป   จากเพลงค่าน้ำนม กลายเป็นเพลงอุ่นไอรัก

และจากเพลงอุ่นไอรักกลายเป็นเพลงค่าน้ำนม....

 

ผมชะงักเมื่อได้ยินเสียงซุบซิบดังกันเซ่งแซ่   และรู้ตัวว่าเล่นผิด

ความรู้สึกตอนนั้นบอกตามตรงว่า  ไม่รู้จะต่อบทเพลงที่ท่อนไหน

อยากจะวิ่งหนีออกไปจากพิธีการนั้น

 

และตอนนั้นผมก็ได้ยินเสียงคนร้องเพลงเบาๆ   เพลงอุ่นไอรัก

 

ให้เจ้าเป็นเด็กดี ให้เจ้ามีพลัง.....ให้เจ้าเป็นความหวังของแม่ต่อไป....~”

 

ผมมองไปทางแม่  แม่ยิ้มให้ผมแล้วพึมพำบอกว่า  ท่อนนี้แหละ

 

ผมพยักหน้าก่อนจะบรรเลงเพลงต่อไปจนจบ

และทุกอย่างก็เป็นไปตามปกติ   จบพิธีผมรีบไปขอโทษอาจารย์คนนั้น

 

ท่านยิ้มให้ผมแล้วบอกว่าไม่เป็นอะไร  เพราะท่านก็ผิดเองที่ให้ผมซ้อมแค่วันเดียว

 

ขณะที่ผมกำลังกลับไปที่ห้องเรียน  ผมเจอกลุ่มเด็กผู้หญิงคนนั้นระหว่างทางเดิน

ตอนแรกผมว่าจะเข้าไปทักทายตามปกติ  ไปขอโทษเธอด้วยที่ผมเล่นไม่ดีเท่าไร

 

แต่เท้าของผมก็ต้องหยุดเมื่อได้ยินเสียงของเธอคนนั้น

 

อุตส่าเอาพานไปซ่อนแล้ว คิดว่าจะร้องไห้ขี้มูกโป่งลงจากเวทีไปซะอีก

ผมชะงักไปทันที  โสตประสาทอื้ออึงไปหมด  ผมจำไม่ได้ว่าเธอพูดอะไรออกมาบ้าง

รู้เพียงว่ามันเป็นคำพูดที่กำลังว่ากล่าวด่าทอผมอยู่   จนมันชักลามปามมาถึงคนที่ผมรักที่สุด

 

แม่ของมันก็เหมือนกัน ลูกชายเล่นผิดซะขนาดนั้น ยังยิ้มอยู่ได้.....

 

อย่าว่าแม่ผมนะ!!!!”

ผมไม่รู้หรอกว่าไปรวบรวมความกล้าตะโกนออกมาได้อย่างไร

ไม่รู้ว่าเสียงของผมน่ากลัวแค่ไหน  เพราะหน้าของพวกเธอซีดเผือกอย่างกับเห็นผี

และไม่รู้ว่าท่าทางของผมที่แสดงออกตอนนั้นมันรุนแรงมากแค่ไหน

 

รู้แต่ว่า  ผมโกรธมากๆ

 

หนึ่งในผู้หญิงพวกนั้นกรี๊ดร้องเสียงดัง  เรียกให้อาจารย์และคนที่อยู่ในระแวงนั้นวิ่งมาดู

 

และกลายเป็นว่า....

ผมกำลังรังแกเด็กผู้หญิงพวกนั้นอยู่....

 

โชคดีที่ผมไม่มีประวัติเสีย ส่วนมากประวัติผมจะค่อนไปทางดี

อาจารย์เลยแค่เชิญผู้ปกครองไปคุย  ซึ่งก็ไม่ต้องเชิญเพราะแม่ผมยังไม่กลับ

 

หลังจากที่พวกผู้ปกครองคุยกันเสร็จแล้ว  ทางผู้ปกครองของเด็กพวกนั้นก็ไม่เอาเรื่องอะไร

แถมแม่ยังคุยกับพวกป้าๆ นั่นอย่างสนิมสนมอีกต่างหาก

 

แม่เดินมาหาผมแล้วบอกว่า  แม่เห็นเด็กพวกนั้นมองผมแปลกๆ แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วละ

แล้วแม่ก็ชูเครื่องบันทึกเสียงให้ผมดู

 

จริงๆ แล้ว   แม่จะเอามาบันทึกตอนวินด์เล่นเปียโนอ่านะ

....แต่รู้สึกว่าจะใช้งานอย่างอื่นได้ดีกว่า~”

 

แต่ถึงเรื่องมันจะจบลงด้วยดี 

.....ผมก็รู้สึกผิดอยู่ดี.....

....ผมทำให้แม่ขายหน้าแล้วยังทำให้โดนว่าอีก.....

 

 

และอีกเรื่องที่ผมทำผิดต่อแม่

 

ช่วงที่ผมอยู่ประถม6 ครอบครัวของผมแปรสภาพจากคนไร้หนี้กลายเป็นคนที่หนี้สินท่วมหัว

จากการกระทำของญาติห่างๆ คนหนึ่ง

 

พ่อกับแม่ไม่รู้หรอกว่า ผมแอบไปทำงานพิเศษตอนดึกๆ

แม้แต่เพื่อนสนิทที่สุดในตอนนั้นอย่าง ธีรพลก็ไม่รู้

 

เพื่อนๆ ในห้องเริ่มออกห่างจากผมด้วยสาเหตุบ้างอย่าง

แต่ตอนนั้นผมไม่ค่อยสนใจกับมันเท่าไร

....คงเพราะมีณัฏฐาด้วยล่ะมั้ง.....

 

และสิ่งที่ต่างไปจากเดิมมากกว่านั้นคือ....

ตาผมขวางขึ้น  รอยยิ้มที่ปกติจะมีให้เพื่อนๆ ในห้องก็หายไป

.....แต่ผมกลับรู้สึกว่าแบบนี้มันดีกว่าตั้งเยอะ.....

 

....อย่างน้อยผมก็ไม่อึดอัด....

 

และก็พึ่งจะรู้ว่า การทำแบบนั้นกลายเป็นว่าผมกำลังท้าทายกลุ่มอำนาจมืดในโรงเรียน

 

เย็นวันนึงตอนที่ผมกำลังจะกลับบ้าน 

เพื่อนคนหนึ่งบอกผมว่า  อาจารย์วานให้ผมกับเค้าไปเก็บของที่โรงยิม

....ผมตามเค้าไปโดนที่ไม่รู้เลยว่ามีใครอีกหลายๆ คนรอผมอยู่.....

 

ผมลากกล่องลูกบาสมาจนถึงหน้าโรงยิม   เพื่อนคนนั้นเปิดประตูโรงยิมให้ผม

ผมเดินนำเข้าไปเพราะจะรีบกลับบ้าน  แต่เพื่อนคนนั้นกลับไม่เดินตามเข้ามา

ซ้ำยังปิดประตูโรงยิมขังผมไว้ข้างในอีก

 

และจู่ๆ โรงยิมที่มืดสลัวก็สว่างจ้า  ปรากฏคนหลายๆ คน  ในชุดนักเรียนชายโรงเรียนผม

ทุกคนใส่หน้ากากสีดำปิดบังใบหน้า

 

และไม่พูดพร่ำทำเพลง  ผมก็โดนรุมซ้อมเป็นการใหญ่

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมไปทำอะไรใครที่ไหนและเมื่อไหร่

 

ผมพยายามยกมือป้องกันการโจมตีที่แยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเป็นขาหรือไม้หรือหมัด

จนผมตัดสินใจกระชากคอเสื้อของคนที่อยู่ใกล้ที่สุด  แล้วเหวี่ยงไปชนกับคนอื่นๆ

 

เบนความสนใจของพวกเค้าก่อนจะวิ่งหนีไปที่ประตูหลังโรงยิม  ซึ่งมักจะลงกรไว้เฉยๆ

ผมหนีออกมาได้  แต่สภาพแบบนี้คงกลับบ้านไม่ได้แน่ๆ

 

ผมหยิบมือถือโทรหาแม่  พูดบ่ายเบี่ยงไปว่า  เพื่อนเรียกไปช่วยงาน  อาจจะกลับดึก

.....ก็โดนเรียกไปช่วยงานจริงๆ นี้น่า.....

 

 

แม่เงียบเสียงไป.....ก่อนจะตอบตกลง.....

 

จากนั้นผมเลยมุ่งหน้าไปที่ทำงาน   เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าและทำงานไปตามปกติ

ตอนนั้นรู้สึกปวดไปทั้งตัวแต่ผมก็ทนๆ ไปจนถึงบ้าน

ยังดีที่หน้าผมไม่โดนอะไรจนเป็นรอยให้สังเกตได้ชัด

พ่อกับแม่นั่งรอ จนผมกลับถึงบ้าน

.....23.30......

 

แม่บอกว่าเกือบจะตามไปที่โรงเรียนแล้ว  ถ้าผมกลับช้ากว่านี้

และผมก็รู้สึกดีจริงๆ ที่ผมขอลาที่ร้านกลับมาก่อนเวลา -*-....

 

.....พรุ่งนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าที่โรงเรียนจะมีอะไรให้ผมปวดหัวอีกหรือเปล่า......

 

แต่ใครจะรู้....ว่าพรุ่งนี้ทำให้ผมตัดสินใจเลิกเล่นเปียโนไป.....

 

ถ้าพูดกันตามจริงผมเล่นเปียโนเพราะแม่

แม่บอกว่าแม่ชอบเสียงเปียโนของผม  ไม่ว่ามันจะเพราะหรือไม่เพราะก็ตาม

มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมพอจะทำให้แม่ได้  

มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมทำให้แม่ยิ้มได้

 

ผมมารู้ตัวว่านิ้วกลางข่างขวาของผมขยับได้ไม่เหมือนเดิม

ตอนที่มาแอบเล่นเปียโนในห้องดนตรีเช่นทุกวัน

 

นิ้วกลางของผมไม่ขยับตามที่สมองสั่งการ  แรงกดที่ปลายนิ้วไม่ปรากฏ

งอลงเหยียดตรงได้  แต่แหกไปด้านข้างไม่ได้

 

ผมไปหาหมอประจำห้องพยาบาลเค้าบอกว่า  เกิดจากการกระแทก

กระทบกระเทือนถึงข้อต่อและเอ็นที่โคนนิ้ว....

 

เท่านั้นเอง  แค่คำพูดคำนั้นทำให้ผมเสียมารยาทกับหมอคนนั้น

ผุดลุกออกจากห้องพยาบาลโดยไม่ลา

 

ผมไม่กล้าบอกแม่กับพ่อ....

และหมอประจำห้องพยาบาลคนนั้น

ก็คงบอกพ่อกับแม่ผมให้ไม่ได้ด้วยเพราะผมลืมเขียนชื่อที่สมุดบันทึก

 

จริงๆ แล้ว....

ถ้ารักษาแต่เนิ่นๆ ก็อาจจะรักษาหายก็ได้.....

แต่มัน.....ช่วยไม่ได้แล้ว.......

 

....ผ่านมาตั้ง....4ปี......

 

 

 

 

..................................

 

 

 

.........................

 

 

 

..............

 

 

 

 

วินด์ลงมาทานข้าวได้แล้วลูก!!!!!”

เสียงแม่ดังขึ้นเรียกสติของลูกชายให้กลับมาอยู่ ณ   ปัจจุบัน  

เด็กหนุ่มคลายมือที่กำนิ้วมือของตนแน่นอย่างลืมตัว   ก่อนจะตะโกนตอบกลับไป

 

 

จะลงไปแล้วครับ!!!”

 

ไม่ลืมที่จะหันมาเก็บเศษบนโต๊ะหนังสือของตน

......นกมันน่าจะกินเองเก็บเองได้บ้างนะ -*-......

 

 

 

กลิ่นหอมของอาหารเช้าลอยตลบอบอวนไปทั่วห้อง  

พ่อกับแม่นั่งพร้อมอยู่ก่อนที่โต๊ะอาหารแล้ว   รอยยิ้มปรากฏขึ้นเมื่อเจ้าลูกชายตัวดีก้าวเดินมา

 

กว่าจะเสด็จลงมานะ.....จะรอให้กับข้าวมันเย็นรึจ๊ะ^^”

 

แม่เอ่ยถามแกมประชดระคนหยอกล้อ  ส่วนพ่อได้แต่แอบขำนิดๆ

ที่เห็นหน้าลูกชายซึ่งดูเหมือนกำลังทำอะไรไม่ถูก

 

วินด์ปรับสีหน้าให้ดูปกติ ก่อนจะเดินไปด้านข้างของแม่แล้วก้มตัวลงนั่งยองๆ กับพื้น

 

ผมรักแม่นะครับ

รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าที่เริ่มโตเป็นหนุ่ม  ผู้เป็นแม่ยังคงรักษารอยยิ้มบนใบหน้า

แม้จะแอบตกใจมากแค่ไหนก็ตาม  เหลือบไปมองคุณพ่อ

ที่เกือบจะหัวเราะออกมาเสียงดังแต่เก๊กเอาไว้อยู่

 

ก่อนจะสวนลูกชายกลับ  ด้วยความถือคติว่า

.....ลูกชายนั้นมีไว้แกล้ง......

 

แม่จะรักลูกมากกว่านี้ถ้ากลับมาเล่นเปียโนให้แม่ฟัง

 

- ฉึก!!! -

 

ดั่งมีมีดมาแทงเข้าที่ใจดำ....

 

จะถามว่าเจ็บไหม??....

 

......ถ้าเจ็บ......เจ็บมากกว่านิ้วกลางข้างขวาหรือเปล่าล่ะ???........

 

 

 

 

 

 

 

Fin.......

 

สุดท้าย สุสันต์วันแม่ค่ะ^^~

อยากบอกว่ารักแม่^o^

(เด๋วก็ไปบอกอีกทีในโลกความจริง เอิ๊ก)

 

เจอกัน (จริงจังแหละ) หลังเอนท์ค่ะ^^~

ป.ล. เปลี่ยน ธีม แล้วนะค่ะ^^"

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

*0*

สุขสันต์วันแม่นะจ๊ะ รุยซัง

เรื่องเอนท์ก็สู้ๆนะ

นากิเอาใจช่วยค่าา
cry
สุขสันต์วันแม่เช่นกันครับbig smile

ชอบฟิคจัง ได้เห็นอดีตของวินด์มากขึ้นด้วย
เอ้อ สุขสันต์วันแม่ด้วยเช่นกันครับ พอโตแล้วก็อายนิดๆ ที่จะบอกรักแม่ยังไงก็ไม่รู้ วันนี้ยังไม่ได้บอกรักแม่เลย sad smile

นิดหน่อยครับ คือตรง ทีฆายุกา โหตุ มหาราชินีใช้ ตัวท ทหาร ไม่ใช่ฑ มณโฑ นะครับ ระวังจะใช้ผิดบ่อยๆ เคยออกข้อสอบเอนท์ด้วยนะเออ

ฟิคนี้วินด์น่ารักดีครับ อย่างน้อยก็รู้อดีตของวินด์ถึงเยอะเลย

#3 By Gothix on 2008-08-12 17:22

ชีวิตวินด์ Y_Y
โธ่ลูกวินด์ อย่าเศร้าไปเลยยยยยยยยย (ลูกคนอื่นนะไอหมา ไม่ใช่ลูกเอ็ง)

#4 By A.A the wolf on 2008-08-12 22:34

ึคุณแม่โจมตีเข้าจุดตายมาก ๆ sad smile

#5 By Kyril on 2008-08-13 10:24

ไม่นะ..มันเศร้าเกินไป

แล้วยังไปลงเรียนดนตรี ในอนาคตคงมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นสินะ ไว้จะรอดู

แต่กว่ารุยจะกลับมาก็คง..

ไม่แน่หรอก ซักพักเด๋วก็แอบแว้บมาอัพ เชื่อจิ คริๆ

Ps. วินด์เป็นเด็กดีกว่าที่คิด อย่างนี้ต้องมีรางวัลให้ เป็นหอมแก้มซัก 3-4 ที

วินด์: ป้า เห็นมะ นี่อะไร?

Ayaya: ไม้หน้าสามจ้ะลูก ^^

ยังจะกล้าอยู่อีกเรอะ เผ่นสิตรู!!

#6 By Ayaya on 2008-08-14 23:09

อ่านแล้วหูตก...ไม่รู้จะเม้นท์อะไรดีเลยค่ะ

หวังว่าการมารู้จักกับทุกคนที่ร.ร.ล.บ.จะช่วยทำให้วินด์เข้าใจคำว่า"เื่พื่อน"มากขึ้น

เป็นกำลังใจในการเอนท์นะคะ ขอให้โชคดีค่า cry

#7 By -Pranyawe-:vs:-Prab- on 2008-08-18 15:10