Ava.....[2]
posted on 02 Jul 2008 18:00 by bloodrabbit
ถ้าคุณๆ ทั้งหลายที่หลงเข้ามา แล้วยังงงอยู่ว่า เรื่องราวเหล่านี้เป็นมายังไง
เชิญคุณๆ เหล่านั้น เข้าไปค้นหาความเป็นไปได้
ที่นี่ ...โรงเรียนลูกบาศก์ ของคุณCocon เลยงับ^^
.................................................................................
แสงแดดยามเช้าส่องสว่างสาดเข้ามาภายในห้องนอนสีอ่อน
อาบลงมาที่เตียงสีเทาขุ่น เปลือกตาบางเปิดขึ้น เหลือบไปมองปฏิทินที่ฝาผนัง
......วันนี้.....วันเสาร์เหรอ......
สองแขนแข็งแรงยันกายขึ้นจากเตียงนอนนุ่ม
รู้สึกว่าร่างกายหนักๆ โลกหมุนนิดหน่อยแต่ก็พอจะประคองตัวยืนได้
วินด์อุ้มร่างของAvaข้างหัวนอนขึ้น ก่อนจะก้าวเดินไปที่สวนภายในอาณาเขตบ้าน
หลุมเล็กๆ ถูกขุดอยู่ข้างต้นมะม่วงต้นหนึ่ง
มือที่เปอะเปื้อนไปด้วยเศษดินวางร่างเล็กลงไปอย่างเบามือ
ดวงตาสีนิลจ้องมองร่างของเพื่อนรักอยู่ได้สักครู่ ก่อนหักใจกลบดินลงไปเช่นเดิม
แผ่นไม้เล็กๆ ถูกเหลาจนเรียบ สลักชื่อเจ้านกน้อยถูกปักลงที่ดินอุ่น
ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มจางๆ หากแต่ดวงตาคมคู่นั้นกลับหมองลงเฉกเช่นใบหน้านิ่งเฉย
แลดูไร้วิญญาณ ร่างโปร่งยันกายขึ้นเต็มความสูง
สองขาพาร่างกายอ่อนแรงจากพิษไข้ขึ้นไปบนห้องดังเดิม
ผู้เป็นมารดาหันไปมองลูกชายที่เดินผ่านไปอย่างอดห่วงไม่ได้
ร่างกายโซเซแค่เดินยังจะไม่ไหวเลย
......คงต้องพาไปโรงพยาบาลแล้วละ......
“วินด์ไปหาหมอหน่อยมั้ยลูก??”
น้ำเสียงอ่อนโยนดังขึ้น เรียกให้ลูกชายตัวดีหันมาช้าๆ
เห็นหน้าวินด์ตอนนี้แล้วอดที่จะเข้าไปลูบศีรษะปลอบโยนไม่ได้
....ถึงปกติจะชอบทำหน้านิ่งๆ เฉยๆ ไม่ก็หน้าบูดบึ้งราวกับเบื่อโลกมานานนับชาติเศษ......
.....แต่ก็ไม่เคยจะเป็นแบบนี้เลยสักครั้ง.......
......ใบหน้าเฉยเมยราวกับตุ๊กตากระบอกแบบนั้น.......
“ไม่ต้องหรอกครับ.....แค่นอนก็หายแล้ว......”
น้ำเสียงแหบจากน้ำคอแห้งผากดังขึ้น
ผู้เป็นแม่เขกหัวไปหนึ่งที (เบาๆ ) ก่อนจะยัดยาไทลินอล กับข้าวต้มอุ่นๆ ใส่มือของเด็กดื้อ
“ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็บอกแล้วกัน......
แต่ถ้าเป็นลมล้มพับไป เดี๋ยวแม่จะลากไปให้หมอฉีดยาที่ตูดเอง^^”
คำพูดทีเล่นทีจริงของแม่ที่เอ่ยออกมาหลังจะให้เจ้าลูกชายของขึ้น
หรืออารมณ์เสียขึ้นมาบ้าง
ซึ่งปกติจะต้องมีเสียงต่ำๆ ตวาดกลับมาว่า
‘ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะ!!’ ไม่ก็ ‘แม่จะลากผมไปได้หรือป่าวเถอะ’
แต่การตอบสนองที่ได้รับกับเป็นการพยักหน้าเฉยๆ อย่างว่าง่าย
ก่อนที่สองขาจะพาร่างกายของมันไปยังจุดหมายเดิม
ทำเอาผู้เป็นแม่พูดไม่ออกได้แต่ยืนมองเจ้าลูกชายเดินขึ้นไปชั้นสอง
......ท่าทางจะ.....เป็นเอามากนะ........
.....ทำยังไงดีล่ะ.......
วินด์เปิดประตูเข้ามาเงียบๆ วางชามข้าวต้มลงบนโต๊ะที่มีหนังสือเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
วางยาเม็ดรีๆ สีขาวข้างๆ เหยือกน้ำยกโต๊ะด้านข้างหัวเตียง
ก่อนจะทิ้งกายลงที่ขอบเตียงสีเทาขุ่น เอนศีรษะขึ้นมองเพดานสีขาว
นัยน์ตาสีนิลค่อยๆ ปิดลงอย่างอ่อนล้า
.....ภายในหัวมันโล่ง ขาวโพลนมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว......
.....คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไง......
.....ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป.......
....รู้เพียงว่าตอนนี้ปวดหัวจนไม่อยากจะคิดอะไร.........
.....อยากจะอยู่เฉยๆ อยากจะอยู่คนเดียว........
.....อยากจะหลับตาแบบนี้ตลอดไป......
.....เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องรับรู้ ไม่ต้องมองเห็นอะไร.......
.......แต่ก็คงทำได้ไม่นาน.......
.....คงหลบอยู่ในความมืด หนีความจริงแบบนี้ตลอดไปไม่ได้...........
-....อะ.....อย้า~.....เครี๊ยด~.....เล๊ย~......-
เสียงที่เคยได้ยินบ่อยครั้งที่ตนทำหน้าเครียด หรือนั่งหลับตานานๆ แบบนี้.....
.....แต่ตอนนี้คงไม่มีอีกแล้ว......
ก้อนเนื้อกลางอกบีบเข้าหากันอย่างเจ็บปวด ทรมาน......
รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรสักอย่างมาจุกอยู่ในลำคอ.....
น้ำลายหนืดเหนียวยากที่จะกลืนลงลำคอแห้งดั่งทะเลทรายซาฮารา
ดวงตาคมลืมขึ้นก่อนจะลุกขึ้นยืน ตักข้าวในชามข้าวต้มเย็นชืดเข้าปากคำนึง
ตามด้วยยาเม็ดสีขาว เดินเข้าห้องน้ำจัดการธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็วเท่าที่จะทำได้
และออกไปจากห้องในเวลาต่อมา
....ผมในสภาพนี้......มันไม่น่าดูเอาซะเลย.......
....ขอโทษนะAva....ขอผมทำใจสักนิด......
.....แล้วผมจะไม่มีสภาพที่อ่อนแอแบบนี้อีกแล้ว.......
“วินด์จะไปไหนน่ะ???......แล้วกินข้าวหรือยัง????”
“กินแล้ว......ไปเดินเล่นเดี๋ยวมาครับ”
---------------------------------------
----------------------------
สายลมอ่อนๆ พัดผ่านทางเดินที่ไร้ผู้คน
คงเพราะตอนนี้เป็นช่วงเช้าของวันหยุดด้วยกระมังทางสัญจรเส้นนี้จึงดูบางผู้คน
วินด์ก้าวเดินเหยียบย่างบนทางเดินคอนกรีตที่รายล้อมไปด้วยพุ่มไม้เตี้ยและต้นไม้สูงชะลูด
เสียงแมกไม้เสียดสีกัน เสียงวิหคนกร้องประสานเสียงเพลงในยามเช้า
ขาเรียวพาร่างกายเดินมาไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายปลายทาง
แม้จะต้องพยุงร่างไม่ให้โซเซไปตามพิษไข้ที่รุมเร้า
......แต่ใครมันจะไปยอมล้มหมอนนอนเสื่อง่ายๆ กัน......
......ยิ่งป่วยมันยิ่งต้องออกแรงสิ.....
เค้าเดินไปเรื่อยๆ แสงแดดที่สาดส่องลงมาก็เพิ่มความรุนแรง
บอกถึงเวลาที่ล่วงเลยไป ยังดีที่มีร่มไม้มาบดบังให้
....ไม่งั้นคงโดดเผาจนเกรียมแน่......
ผู้คนเริ่มสัญจรมาให้เห็น และแน่นอน.....
ตามมาด้วยเสียงพูดคุย กลบความเงียบสงบในตอนแรกเสียหมด.....
แต่ก็.......
ไม่ได้ทำให้หงุดหงิดเหมือนทุกครั้ง
.....ก็แปลกดีเหมือนกันแฮะ.......
วินด์นั่งลงที่ม้านั่งสีขาว เอนหลังพิงพนักมองก้อนปุยนุ่นสีขาวที่ลอยตุ๊บป่องๆ บนบนนภาใส
หลับตาเป็นครั้งคราวเมื่อไม่มีเมฆาสีขาวมากรองแสงแดด รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว
......คงจะจริงอย่างที่เคยฟังจากปู่......
.....เวลาไม่สบายใจ หรือกำลังเครียดๆ ให้ลองมาเดินสูดอากาศข้างนอกบ้าง..........
....เวลาทุกข์ใจกับเรื่องหนึ่งให้ลองหาอะไรอย่างอื่นทำ.........
....ขอบคุณนะครับปู่......ตอนนี้ผมดีขึ้นแล้ว.......
.....แต่ผมไม่รู้ว่า ถ้ากลับไปที่บ้าน......
“พี่ชายๆ”
วินด์สะดุ้งกายเล็กน้อยก่อนก้มหน้าลงมามองเจ้าของเสียงใส
มองใบหน้าเล็กของเด็กผู้ชายตัวเล็กผมสีทองสว่าง ดวงตากลมโตจ้องมองมา
นัยน์ตาสีนิลจ้องมองตอบ ทิ้งความเงียบสงบสักพัก
จนเด็กน้อยต้องเป็นฝ่ายเอ่ยคำพูดออกมาอีกครั้ง
“จะมาบอกว่าพี่ชายยิ้มแบบเมื่อกี้แล้วดูดีกว่าตอนไม่ยิ้มอีกนะครับ
.....แต่ผมว่าถ้าไม่เก๊กจะดีกว่านะ จะยิ้มต้องยิ้มไปเลย!!......แบบนี้ไง~”
ว่าแล้วเจ้าตัวเล็กก็ฉีกยิ้มกว้าง วินด์หน้าเหวอไปเล็กน้อย นัยน์ตาสีนิลขมวดเข้าหากันอย่างมึนงง
.....ไอ้เด็กนี้.....มันสติเต็มหรือป่าวฟ่ะ -*-........
-โครก......-
เสียงไม่พึงประสงดังออกมาจากกระเพาะน้อยๆ
เด็กน้อยที่มัวแต่ฉีกยิ้มรีบยกมือมากุมที่ท้องของตนเอง
ก่อนจะยิ้มแห้งๆ ในดวงตาคมที่จ้องมองมา
วินด์ถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย
“กลับไปหาแม่ซะสิ.....อยากเป็นโรคกระเพาะตั้งแต่เด็กหรือไง”
“ผม.....ยังไม่อยากกลับบ้าน
......อ่ะ! ตรงนั้นมีเครปขายด้วย.....พี่ชายๆ ซื้อให้ผมหน่อยสิ....นะๆ”
น้ำเสียงในประโยคหลังต่างจากประโยคแรกลิบลับ
นิ้วเล็กชี้ไปที่ๆ มีเด็กรายล้อมเต็มไปหมด ก่อนจะออกแรงลากพี่ชายตัวโตไป
แต่ไม่ยักจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง
“ไม่ใช่เรื่องของฉัน อยากกินก็ไปซื้อเองสิ”
“พี่ชายอ่ะ.....นะๆ ซื้อให้ผมหน่อยนะ”
เด็กน้อยยิ่งอ้อนใหญ่ รอยยิ้มใสปรากฏขึ้นบนใบหน้ากลมเมื่อเห็นพี่ชายตัวสูงลุกขึ้น
“พี่ชายไปซื้อกันเถอะ ผมอยากกินใส่แฮมกับไข่แล้วก็กล้วยหอมแล้ว.....”
“ใครบอกว่าฉันจะไปซื้อ.....”
เสียงทุ้มต่ำดังแทรกขึ้น ก่อนที่จะได้ก้าวเดินจากไปก็มีมือน้อยๆ
คว้าที่ชายเสื้อนอกสีเข้ม ดวงตากลมโตมองตาละห้อย
แต่กลับได้รับเพียงดวงตาดุสีนิลที่เหลือบมองมาอย่างไม่ใยดี
“ฉันไม่ใช่พี่เลี้ยงของนายนะ รีบๆ กลับไปหาแม่นายได้แล้ว”
ใบหน้าเล็กก้มหน้าลงเส้นผมนุ่มสีดำหล่นลงมาปรกหน้า
มือเล็กค่อยๆ ปล่อยมือออกจากผ้าสีเข้ม วินด์เหลือบมองสักพักก่อนจะก้าวเดินต่อไป
แต่ด้วยความที่เป็นพวกโสตประสาทดีกว่าคนปกติละมั้ง จึงได้ยินเสียงแผ่วเบาๆ จากเด็กข้างหลัง
“ทำไม.....ใครก็พากันทิ้งผมไป.....ฮึก.....พ่อครับ.....แม่ครับ.....”
มือเล็กยกขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่ไหลรินลงมาจากดวงตาของตน
ก่อนจะรู้สึกว่ามีเงาร่างใหญ่ทาบทับอยู่ ใบหน้ากลมเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเงานั้น
สบกับใบหน้าคมคุของคนที่พึ่งเดินจากไปเมื่อครู่ ยังไม่ทันได้เอ่ยคำพูด เสียงดุๆก็ดังขึ้น
“มัวแต่ทำหน้าเอ๋ออยู่ได้จะกินหรือป่าว .......เครปน่ะ”
“กินครับ!!”
......................
............
“อร่อยจังเลย ~”
เด็กน้อยตีท้องเบาๆ หลังจากจัดการกับเครปไส้แฮม
ไข่และกล้วยหอม ลงท้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางสายตาที่มองมาอย่างเอือมระอา
แต่จู่ๆ อาการปวดหัวก็กำเริบขึ้นมาอีกครั้ง มือแกร่งยกขึ้นกุมที่ขมับ
รู้สึกเหมือนจะประคองสติไว้ไม่อยู่เมื่อภาพตรงหน้าเริ่มมืดลง
เด็กผมทองก้าวมาอยู่ตรงหน้า ดวงตาแสนพร่ามัวมองเห็นเพียง
ริมฝีปากเล็กที่ขยับพูดอะไรบางอย่าง ก่อนที่ทุกอย่างจะดับไป
วินด์สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกรอบก็พบว่าตอนนี้เป็นช่วงเย็นเสียแล้ว
ยันกายขึ้นจากม้านั่งตัวเดิมหันซ้ายแลขวามองหาเด็กน้อยผมสีทองแต่ก็ไม่พบ
.....หรือว่าจะฝันไป.....
.....ช่วงนี้ฝันบ่อยชะมัด -*-.......
.....กลับบ้านดีกว่า.....แม่บ่นหูชาแน่เลย = =”.......
.....แต่จะว่าไป....ก็ไม่อยากกลับเลย.......
ริมฝีปากบางพ่นลมหายใจออกมาเฮือกนึง ใบหน้าคมดุพลันแปรกลับเป็นสลดลงอีกครั้ง
สองขาหยุดก้าวเดินเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีฟ้าครามที่เริ่มมืดลง.....มืดลง.....
เมฆาสีครึ้มก่อตัวขึ้น ดูเหมือนว่าฝนเม็ดใหญ่จะตกลงมาไม่ช้า สองขาก้าวเดินอีกครั้ง
....อย่างน้อย...ก็ไม่อยากเป็นลูกหมาตกน้ำอีกรอบหรอก........
ขณะที่กำลังก้าวเดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ
สายตาคู่คมก็ไปประสบพบกับกลุ่มเด็กน่าจะรุ่นเดียวกับตน ประมาณ3-4 คน
กำลังเถียงกันอยู่ และเมื่อมองต่ำลงไปที่พุ่มไม้.....
.....นกตัวเล็กๆ สีเหลืองกำลังส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวอยู่......
......Ava (เอวา).......
“จะมากไปแล้วนะเฟ้ย !!!...”
เสียงเกรี้ยวกร้าวตวาดดังลั่น ตามด้วยมัดตรงเข้าใส่คู่อริอย่างไม่ยั้งคิด
จึงเกิดเหตุทะเลาะวิวาทขึ้น วินด์ค่อยๆ เดินเลาะเข้าใกล้
เลาะเข้าทางด้านหลังที่เต็มไปด้วยต้นไม้และพุ่มไม้ จนใกล้จะถึงตัวเจ้านกน้อยขึ้นเรื่อยๆ
แต่แล้วจังหวะที่กำลังจะคว้าเจ้านกน้อย ก็มีร่างๆ หนึ่ง กระเด็นมาทางตน
ด้วยความเคยชินจึงเอื้อมแขนไปรับร่างนั้นไม่ให้กระแทกกับพื้น
ทำให้ทั้งสี่รู้ว่า ได้มีบุคคลที่ห้าอยู่แถวนั้นด้วย......
“แกเป็นใครว่ะ!!!....สะเออะมายุ่งเรื่องชาวบ้าน อยากเจอดีหรือไง!!!”
น้ำเสียงเหี้ยมดังจากคนที่น่าจะเป็นคนอัดร่างในแขนของวินด์กระเด็นมา
นัยน์ตาสีนิลจ้องกลับอย่างไม่กลัวเกรง แววตาแข็งกร้าวและดุดันทำเอาอีกสามคนชะงักไป
มือแกร่งอีกข้างแอบอุ้มเจ้านกน้อยไปอยู่ข้างหลังตน
“วะ.....วินด์เหรอ!!.....ไงเพื่อนไม่ได้เจอกันนาน!!~
เพื่อนเจ้าพวกนั้นมันมาหาเรื่องเรา นายช่วยเราหน่อยสิ”
เจ้าคนที่กระเด็นมาพูดเป็นต่อยหอย
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันก่อนจะพิจารณาใบหน้าของเจ้านี้ดีๆ ดวงตาดุเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
- สวัสดี ทำไมนั่งคนเดียวละ....มานั่งกับกลุ่มเราป่ะ??....-
- ทำไมจะไม่เป็นห่วงละก็นายเป็นเพื่อนเรานะเฟ้ย!!!.......Friend Forever รู้จักป่ะ....-
- ทำไมถึงยอมเป็นเพื่อนกับคนชอบเรียกร้องความสนใจอย่างเจ้าวินด์งั้นเหรอ??
.......ถามได้.....ก็เจ้านั้น......มันใช้งานง่ายนี้หว่า 555+.....-
.....ธีรพล.....
“ในเมื่อเป็นเพื่อนกัน.....ก็ลงโลงด้วยกันไปเลยแล้วกัน!!!”
ไม้หน้าสามที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนถูกฟาดลงมาจากคนทั้งสาม
วินด์ถีบตัวออกไปด้านข้างพร้อมกับดันร่างของอดีตเพื่อนไปอีกทาง
หัวไหล่ข้างซ้ายถูกเฉียดฟาดไปนิดหน่อย แต่ใบหน้าดุก็ยังไม่แสดงอารมณ์เจ็บปวด
-ผัวะ!-
วินด์ยกสองแขนขึ้นรับไม้หน้าสามที่ฟาดมีอีกครั้งจากสองทาง
ด้วยความที่ไม่มีอาวุธบวกกับพึ่งจะฟื้นไข้และยังถูกรุมอีก
ทำให้สมองแปรผลหาทางรับมือไม่ทันได้แค่รับการโจมตีของอีกฝ่ายไปก่อน
....และที่สำคัญตอนนี้สติของเค้าไม่ได้อยู่กับการโจมตีของคนแปลกหน้า.....
.....แต่เป็นความทรงจำสมัยตอนประถมปลาย......
....ตอนที่เค้าได้รู้ว่า....การถูกหักหลังมันเจ็บปวดมากแค่ไหน......
“แกสองคนจัดการตัวเกะกะไปก่อนนะ
ข้าขอคิดบัญชีกับไอ้ลูกหมาขี้ขลาดที่บังอาจไปเกาะแกะน้องเดียร์ของข้าหน่อย”
“อย่าเข้ามาเว้ย!! วินด์มาช่วยกรูหน่อย กรูเป็นเพื่อนมรึงนะเว้ย!!!”
สิ้นคำตวาดอย่างขลาดเขลา ฉุดดึงสติของวินด์กลับมาในปัจจุบัน
ขาแข็งแรงถีบกายถอยหลังหลบการโจมตีของไม้หน้าสาม
ก่อนจะตวัดขาเตะเข้าที่ข้อมือของคนแปลกหน้าจนท่อนไม้หลุดออกจากมือหยาบ
คว้าไม้ที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ ดีดส่งท่อนไม้นั้นไปขว้างหน้าอดีตเพื่อนกับคู่อริ
ก่อนจะยกมือกำข้อแขนของอีกคนที่โจมตีมาจากด้านหลัง
ออกแรงจับหมาลอบกัดทุ่มลงกับพื้นคอนกรีต
หยิบไม้ที่หลบอยู่ที่พื้นจังหวะเดียวกับที่หมุนกายหลบมัดที่ตรงมาจากด้านข้าง
พร้อมกับฟาดไม้ในมือเข้าที่ท้ายทอยของอีกฝ่าย จนสลบลงไปกองกับพื้นทั้งสองคน
นัยน์ตาสีนิลเหลือบมามอง แววตาแสนดุดันกับรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมา
ทำเอาคู่อริของอดีตเพื่อนถึงกับถอยหลังหนีวิ่งออกไปอย่างสุดชีวิต
“โห...นายนี้ยังเจ๋งเหมือนเดิมเลยนะเว้ย!!! ....ขอบคุณมากนะ โชคดีจริงๆ ที่มาเจอนาย”
น้ำเสียงโล่งออกดังขึ้นระหว่างที่ วินด์ค่อยก้าวมาหาร่างที่นั่งอยู่กับพื้น
จนห่างกันไม่กี่ก้าวเพื่อนคนนั้นค่อยๆ ยันกายขึ้นปัดฝุ่นที่กางเกงเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา
-ผัวะ!!-
“อั่ก!!”
ร่างที่พึ่งลุกขึ้นมาลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง เมื่อถูกต่อยเข้าที่ท้องน้อยอย่างจัง
....และแรงไม่ใช่น้อยเสียด้วย........
“ผม.....ไม่เคยคบสุนัข......เป็นเพื่อนครับ....”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างแช่มช้า ก่อนจะหมุนกายกลับไปยังเส้นทางกลับบ้าน
นกน้อยสีเหลืองบินมาเกาะที่หัวไหล่ของวินด์ พร้อมกับจิกเข้าที่แก้มขาวเรียกความสนใจ
“เจ็บนะAva(เอวา).......ไม่สิ.....”
ใบหน้าคมสลดลงอีกครั้ง ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นร่างของนกฟินซ์คู่หนึ่ง
ที่นอนแน่นิ่งอยู่หลังพุ่มไม้เดียวกับที่ตนเห็นเจ้านกตัวนี้ครั้งแรก
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้น มือแกร่งลูบศีรษะนุ่มเบาๆ
“กลับบ้านกันเถอะ Ava ( อาวา ) ....”
แล้วทั้งคู่ก็หายไปกับความมืดของยามราตรี........
Fin....
หายคนอาจจะสงสัย...แล้วจะให้เอวาตายทำไม....
-ก็เพื่อให้สมจริงไงค่ะ^^
แล้วให้มีอาวาอีกทำไม....
-ก็รุยจะได้หาเรื่องแกล้งวินด์ต่อไงค่ะ^^~
(ดูความเลว 555+)
แล้วใครที่คิดว่าอาวาจะนิสัยเหมือนเอวา.....
ขอบอกเลยค่ะว่าเหมือนแค่ภายนอก....
^^
(ป.ล. อยากจะไม่ค่อยให้มีคนรู้ว่าเอวาตายนะค่ะ.....^^)
เจ็บมั้ย..วินด์.........

#1 By Thai-Cubic on 2008-07-02 18:41