การบ้าน10 [จบ]~
posted on 23 Jun 2008 00:19 by bloodrabbitถ้าคุณๆ ทั้งหลายที่หลงเข้ามา แล้วยังงงอยู่ว่า เรื่องราวเหล่านี้เป็นมายังไง
เชิญคุณๆ เหล่านั้น เข้าไปค้นหาความเป็นไปได้
ที่นี่ ...โรงเรียนลูกบาศก์ ของคุณCocon เลยงับ^^
---------------------------------------------------------------------------------
“พวกท่านจะบอกว่า...คนร้ายตัวจริงอยู่ในพวกปีกขาวงั้นรึ??”
เสียงเอ่ยถามอย่างไม่เชื่อหู ดังขึ้นจากองครักษ์นาม ชิน เมื่อได้ยินข้อมูลใหม่จากบุคคลทั้งสาม
.....ก็ชินมองไม่ให้โคลเวอร์นี้.....
“ตอนแรกคิดว่ามันจะซ่อนตัวอยู่ในวิหาร แต่ฟังจากไทย.....ผู้ดูแลวิหารน่ะ.... ดูจะคิดผิดไปหน่อย”
วินด์เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก ชินหันไปมองบุรุษชุดขาวก่อนจะแสดงสีหน้าครุ่นคิดออกมา
“พวกท่านไปพักผ่อนเถอะ....พวกเราเหล่าทหารจะออกสืบค้นที่เหลือเอง”
ผ้าคลุมสีน้ำตาลเข้มพลิ้วไหวตามแรงหมุนกายขององครักษ์หนุ่ม
เคลื่อนกายทิ้งทั้งสามให้ยืนอยู่ในห้องรับรอง ก่อนจะมาสาวใช้มาเชิญไปยังที่พัก
ระหว่างทางเดินที่ลากผ่านสวนพฤกษชาติ วินด์เงยหน้ามองท้องฟ้าสีคราม
ที่แลดูไม่ต่างจากตอนที่ตนมาถึง
มีเพียงอากาศรอบกายที่รู้สึกว่ามันช่างหนาวเหน็บยิ่งกว่าเดิม
“ห้องเจ้านักบวชนั้นอยู่ไหน”
เสียงทุ่มเอ่ยถามสาวใช้ที่เดินนำอยู่ข้างหน้า
ร่างเล็กเกร็งเล็กน้อยด้วยความกลัวเมื่อได้ยินเสียงแข็งที่ฟังเหมือนคำตำหนิ
“ท่านKaze หมายถึงท่านภัทรหรือเจ้าค่ะ......ท่านภัทรอยู่ตำหนักทางตะวันออกเจ้าค่ะ...”
น้ำเสียงแหลมสั่นนิดๆ ก่อนจะแอบถอนหายใจเงียบๆ เมื่อคนหน้าดุก้าวเท้าไปตามทางที่เธอบอก
“หมดธุระของผมแล้ว......ขอตัวนะครับ”
ธูปเอ่ยเสียงเบาชวนขนลุก ก่อนจะมีหลุมสีดำปรากฏขึ้นใต้เท้าของหมอผีหนุ่ม
ทำเอาไทยที่เดินอยู่ข้างๆ ก้าวหลบแทบไม่ทัน ก่อนที่หนุ่มแว่นจะหายไปกับความมืดมิดนั้น
ภูติน้อยสีเขียวก็ก้าวเข้าไปใกล้
“โคลเวอร์ขอไปด้วยค่ะ....อยู่กับคุณหมอผีแล้วก็คุณเทียน น่าจะดีกว่า.....อย่างน้อยพวกคุณก็มองเห็นโคลเวอร์”
นัยน์ตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นสีดำมองภูติน้อยก่อนจะพยักหน้า แล้วทั้งคู่ก็หายไปกับความมืดของหลุมมิตินั้น
หนุ่มลักยิ้มสวยได้แต่ยืนมองบุคคลที่พึ่งจะจากไปทั้งสองคน ก่อนจะบอกให้สาวใช้นำทางตนไปยังจุดหมายเดิม
“เจ้านักบวช!!!”
เสียงเรียกดังขึ้นพร้อมกับประตูที่เปิดออกเสียงดัง
หนุ่มหน้าหวานหันไปมองก่อนจะแย้มยิ้มน้อยๆ เป็นเชิงทักทาย
“รีบร้อนมาแบบนี้.....มีอะไรจะถามเหรอครับ.....”
ถามราวกับรู้อยู่ก่อนแล้ว คนอารมณ์ร้อนก้าวเดินเข้ามาใกล้คนที่กำลังจีบน้ำชาอย่างสบายใจบนโต๊ะปิกนิกสีขาว
“ดินแดนนี้ไม่มีเวลากลางคืนหรือไง??”
คำถามแรกถูกเอ่ยออกมาขณะที่วินด์หย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้อีกฝั่ง
ถ้วยน้ำชาลอยลงมาวางตรงหน้าพร้อมกับน้ำชาสีเข้มที่ถูกเทลงไปพอควร
“เคยมีครับ....อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าหลังจากที่ธิดาสีทองถูกขโมยไป
ทุกๆ อย่างก็เริ่มผิดเพี้ยน...อากาศที่หนาวขึ้นและท้องฟ้าไร้รัตติกาล
.....ล้วนแต่เป็นผลที่เกิดขึ้นครับ.....จะว่าไปการที่ท้องฟ้าไร้ยามเย็นเช่นนี้
ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับพวกปีกขาวสักเท่าไรหรอกครับ
......แต่สำหรับพวกปีกดำแล้ว.....ท้องฟ้ารัตติกาลคงเป็นส่งที่ขาดไม่ได้”
“อีกคำถาม พวกปีกดำกับปีกขาวแยกกันยังไง.....
วันนี้ชั้นเจอพวกปีกดำ มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับพวกนายสักหน่อย???”
“ความหมายตรงตัวครับต่างกันที่สีของปีกกลางหลัง
.....คุณคงไม่สังเกตเห็นเพราะถึงจะเรียกว่าปีกแต่ก็ไม่ได้ใช้สำหรับบินเหมือนพวกภูติ
.....และอีกอย่างพวกปีกดำจะมีหางสีดำยาวปลายเป็นลูกศร....
แต่ก็มีพวกปีกดำบางพวกที่สามารถซ่อนหางของตนได้......
เอาจริงๆ ช่วงหลังๆ พวกเราก็แยกกันไม่ออกหรอกครับ
เพียงแต่เมืองของพวกเราไม่ค่อยมาคล่องเกี่ยวกัน”
“พูดง่ายๆ ก็คือแยกกันได้ไม่ชัดเจนสินะ....”
.....อย่างนี้คนที่ยัยภูตินั้นบอกก็อาจจะเป็นพวกปีกดำก็ได้........
“มีอะไรจะถามอีกไหมครับ.....”
ภัทรเอ่ยถามเสียงนุ่มเมื่ออีกฝ่ายเงียบไป พรางซบน้ำชารอ
“มี......ธิดาสีทองมีความสามารถอะไรบ้าง.....ทำไมเจ้าพวกบ้านั้นถึงต้องการตัวผู้กอบกู้....”
“สามารถทำให้ความปรารถนาทุกอย่างเป็นจริงครับ.....แต่ผู้ใช้ต้องเป็นผู้กอบกู้หรือเจ้าของที่แท้จริงเท่านั้นครับ”
“ขอบใจ....”
เมื่อหมดคำถามเจ้าตัวมากปัญหาก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไปโดยทันที
....ถ้าอย่างงั้น....คนร้ายน่าจะเป็น......
....เจ้าหน้าสวยนั้น!!!.......
.....นี้เราติดใจคำพูดเจ้านั้นขนาดเก็บมาฝันเลยเหรอเนี่ย -*-.........
“ข้าจะช่วยท่านให้ได้......องค์หญิงไอริน.....”
น้ำเสียงอ่อนโยนดังขึ้นแผ่วเบา แต่ก็พอให้วินด์หันไปมองต้นเสียงท่ามกลางสวนพฤกษชาติไร้ผู้คน
ก็ได้พบกับร่างสูงขององครักษ์ผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่หน้าน้ำพุที่เริงระบำแสนงดงาม
ไม่รู้ว่าอะไรทำให้วินด์ก้าวขาเข้าไปไกล เสียงหญ้าทำให้องครักษ์หนุ่มรู้ตัวใบหน้าคมหันไปมองอย่างตกใจ
ยิ่งเห็นว่าเป็นแขกใบหน้ายิ่งแสดงความวิตก
“ข้า.....ไม่ได้คิดอะไรเกินกว่า....ความเป็นนายบ่าวนะขอรับ!!!......”
“ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังแต่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ.......
แล้วอีกอย่าง.....ความรู้สึกของนายมันก็ไม่ได้เป็นธุระกงการอะไรที่ฉันจะต้องไปสนใจ....โวยวายไปได้”
เสียงทุ่มเอ่ยอย่างรำคาญ แต่ก็พอให้ชินแลดูใจเย็นลง วินด์เคลื่อนกายไปยืนข้างๆ องครักษ์หนุ่ม
นัยน์ตาสีนิลมองสายน้ำที่วิ่งไปมาราวกับนางวารีที่กำลังร่ายรำตามท่วงทำนองธรรมชาติ
“ตอนที่ข้ายังเป็นทหารฝึกหัด.....เคยแอบมามองน้ำพุนี้อยู่บ่อยๆ......และก็ได้เจอกับองค์หญิงครั้งแรก.....”
“ไอ....องค์หญิงคนนั้นเป็นเพื่อนของนายละสิ”
เสียงทุ่มเอ่ยแทรกขึ้น
“ใช่.....องค์หญิงเป็นคนใจดี.....ยิ้มเก่ง......เป็นเพื่อนคนสำคัญ.....ข้าไม่ควรเอ่ยคำพูดเหล่านี้เลย....ต้องขออภัยด้วย”
.....เพื่อน.....
“เล็กน้อย.....ไม่อยากคิดให้เปลืองสมอง......ฉันมีเรื่องจะถามนาย....”
“ขอรับ.....???”
“พวกปีกดำ.....มีคนชื่อ ปอ.....หรือกรวิทย์ หรือป่าว”
“องค์ชายปอ.....หรือพ่อมดปอ....ท่านหมายถึงผู้ใด??”
เมื่อได้ฟังคำตอบ วินด์ยกมือกุมขมับ
......มีสองคน.....สองตำแหน่งงั้นเหรอ -*-.........
“มีอะไรหรือป่าวขอรับ???”
“ฉันพอจะรู้ตัวคนร้ายที่แท้จริง.....คงจะเป็นหนึ่งในสองคนที่นายตอบมานั้นแหละ”
“ถ้าท่านแน่ใจเช่นนั้น......เราจะเตรียมตัวบุกปราสาทของพวกมัน....”
.................................................................
ด้วยความรวดเร็วของการจัดเตรียมทัพลอบเข้าไปภายในปราสาทสีนิล มีองค์รักษ์ทั้งหกคนแล้ววินด์รวมเป็นเจ็ดคน
การลอบเข้าเมืองเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะง่ายเพราะจำนวนคนเพียงน้อยนิด
......และวิชาการหลอกล่อขององครักษ์หัวเม่นนาม แพท.......
“จริงๆ แล้วท่านKaze ไม่ต้องตามมาก็ได้นะขอรับ....”
ชินเอ่ยขึ้นเสียงเบาระหว่างย่องเข้าไปในปราสาทที่พลุกพล่านไปด้วยทหารรักษาการณ์ วินด์หันมามองเล็กน้อย
“ชั้นอยากจะรู้ว่า....นายจะช่วยเพื่อนคนสำคัญของนาย....อย่างถึงที่สุดหรือป่าว”
สิ้นเสียงตอบ ก็มีร่างสี่ร่างในชุดสูทสีดำอย่างพวกมาเฟียปรากฏกายขวางทางเหล่าผู้บุกรุก
“อะไรกัน.....ไหนเจ้าพ่อมดนั้นบอกว่ามีผู้บุกรุก....แค่เจ็ดคนเนี่ยนะ!!!”
เสียงโวยวายอย่างไม่พอใจดังจากร่างที่ตัวเตี้ยที่สุด
“เอาน่าต้นน้ำ.....งานก็คืองานรีบๆ จัดการให้หมดแล้วไปกินนมได้แล้ว”
ร่างสูงโปร่งของคนผมยาวที่สุดเอ่ยอย่างอารมณ์ดี
“รู้แล้ว.....”
ต้นน้ำตวัดเสียงตอบ ชักหนังสือเล่มโตไว้บนฝ่ามือเล็ก
พร้อมกับอีกสามคนที่เหลือที่ชักอาวุธช่างกายขึ้นมารับมือกับผู้บุกรุก
“คงต้องแยกกับแล้วล่ะขอรับ”
น้ำเสียงเข้มดังจากองครักษ์หมียักษ์
“ชิน ฮุย !!!!.....พวกนายพาแขกไร้มารยาทไปต่อเลย.....ตรงนี้พวกเราจัดการเอง!!!”
ผู้ป่วยโรคพาราโบล่าตวาดคำพูด ก่อนจะชักดาบรับไม้ตีกลองขนาดเท่าดาบไม้พร้อมกับรุกไร้อีกฝ่าย
ให้ทั้งสามวิ่งฝ่านทั้งสี่ไปอย่างง่ายดาย
“อะไรกันครับ....ผมไม่อยากทำร้ายผู้หญิงอย่างคุณเลยนะครับเนี่ย”
น้ำเสียงเจ้าชู้ถูกเอ่ยจากมาเฟียผมยาว เรียกรอยยิ้มแสยะขึ้นบนใบหน้าเรียว
กงเล็บสีส้มกางออกแส้สีส้มสดค่อยๆ ปรากฏขึ้น
“ถึงจะเป็นไม้ป่าเดียวกันแต่หล่อแบบนี้....ขอเดี๊ยนฟาดไม่เลี้ยงเลยแล้วกันนะเคอะ~”
คำพูดนั้นทำเอาความสยองทั่วถึงกันทั่วหน้าแม้แต่พวกเดียวกนก็เถอะ= =
อีกสามคนที่กำลังวิ่งตรงไปตามทาง ระหว่างนั้นเองฮุยก็พลักวินด์ไปทางชิน
พร้อมกับถีบตัวหลบจากโจมตีจากด้านบน
มือสั้นเกือบยี่สิบอันปรากฏขึ้นเต็มฝ่ามือของฮุย
ก่อนจะปาออกไปยังเจ้าของอาวุธท่อนเหล็กคู่ แต่ก็ถูกปัดออกไปได้หมด
“จะให้ผ่านไปไม่ได้.....นอกจากเจ้าตาดุนั้นเท่านั้น”
ฟานเอ่ยอย่างเย็นชา มือที่ยังกำอาวุธแน่นชี้มาทางวินด์ ขาแข็งแรงออกก้าวเดินไปตรงหน้าของหนุ่มกังฟู
“ขอบใจ....แต่......ฉันไม่ต้องการ”
ขาแข็งแรงสวิงคิกเตะเข้าที่ก้านคอของนักฆ่าหนุ่ม
ฟานหลบได้อย่างสวยงามพร้อมกับฟาดไปที่ท้ายทอยของวินด์เพื่อให้สลบ
แต่เด็กเจ้ามีปัญหาใช้จังหวะนั้นดีดตัวรับแรงกระแทกให้ตนกระเด็นไป
โดยมีชินที่เตี๊ยมกันไว้ก่อนแล้วพุ่งกายไปรับ ก่อนที่ทั้งคู่จะวิ่งต่อไปอย่างรวดเร็ว
.....ติดเกียร์หมานั้นเอง........
ขณะที่หนุ่มฟานจะตามไป มีดบินหลายสิบอันก็ปักขวางทาง
“คู่ต่อสู้ของนาย....คือฉัน”
“ยัยนั้นจะไม่เป็นไรเหรอ”
วินด์เอ่ยถามหลังจากที่วิ่งมาได้สักพัก
“ไม่หรอกขอรัก ฮุยเป็นพวกเน้นความเร็วกับการใช้อาวุธลับครับ.....ไม่น่าจะมีปัญหา”
“งั้นเหรอ........!!!”
จู่ๆ วินด์ก็ทรุดกายลง ทำให้ชินต้องรีบวิ่งไปดูอาการ
.....หนาว.....
“ท่านKaze เป็นอะไรขอรับ......”
ชินถามอย่างร้อนรน แล่คำตอบที่ตอบกลับมาเป็นเพียงการส่ายหน้า
วินด์ยันกายขึ้นแม้จะรู้สึกแย่เป็นทนก็ตาม
......รู้สึกชื่น.....แล้วก็หนาว.......
.....ปวดหัวชะมัด.......
และทั้งคู่ก็เดินทางไปต่อ จนกระทั้งถึงห้องโถงห้องหนึ่ง
ภายในห้องมืดจนแทบมองอะไรไม่เห็น ทั้งคู่ก้าวเดินไปอย่างระวัง
ในขณะที่สายตาเริ่มปรับสภาพได้ในความมืด ก็ได้ยินเสียงหวานตวามลั่น
“ขโมยธิดาสีทองมา เพียงเพื่อจะได้ไม่ต้องออกไปตามคนเชื้อเชิญของพวกขุนนางงั้นเหรอ!!!”
.....เสียงเด็กหญิงซาลาเปา.........
“ก็ใครๆ ก็ชอบให้ผมออกไปไหนมาไหนตอนดึกนี้ครับ....แต่ผมก็มีเหตุผลอื่นนะครับ”
“อะไรมิทราบ??....”
.....เสียงแมวน้ำ......
“ไม่บอกดีกว่า....ก็ตอนนี้มีแขกไม่ได้รับเชิญอีกตั้งสองคนนี้ครับ”
ว่าแล้วชินก็ปรากฏตัวต่อหน้าเหล่ารัชทายาท
“องค์หญิงผมมาช่วยแล้ว!!!”
“ชิน!!!”
หากแต่ก่อนที่จะได้เคลื่อนไหวอะไรมาก ธารน้ำใสก็ไหลท่วมทั้งห้องนั้น
พัดทุกสิ่งที่อยู่ภายในห้องดั่งกระแสน้ำที่เฉี่ยวกราด
วินด์พยายามมองหาAvaเท่าที่จะทำได้
นัยน์ตาสีนิลกลับเห็นเพียงแผ่นหลังสีทองของหญิงคนหนึ่งกับรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าขาว
ก่อนทุกอย่างจะหายไปกับความมืดมิด
- วินด์....-
....เสียง....ใคร??.....
-ซ่า........-
เสียง....ฝน.....
“วินด์!!!!”
คำเรียกเสียงดัง ปลุกให้เด็กหนุ่มตื่นจากนิทรา
รับรู้ว่าตัวเองกำลังนอนตากฝนอยู่และตอนนี้กำลังถูกประคองอยู่บนแขนของหมีดำ......
ร่างแกร่งผุดลุกขึ้นจากอ้อมแขนของเพื่อนร่วมห้อง นัยน์ตาสีนิลเหลือบมองไปทั่ว
เห็นพวกที่มักจะอยู่บนสนามสีเขียวในช่วงเย็น
......แต่ไม่เห็นสัตว์เลี้ยงแสนรัก.......
“Avaอยู่ไหน!!!!”
เสียงแข็งกร้าวตวาดลั่น กระชากคอเสื้อหมีอย่างหาเรื่อง จนเย้เยทนไม่ไหวอีกครั้ง
ต่อยเข้าที่ใบหน้าที่เริ่มซีดขาวจากความเย็นของสายฝน จากวินด์เซไปเล็กน้อย
“นกของแกจะไปอยู่ไหนพวกเราจะรู้มั้ย!!!.....
บุญแค่ไหนที่ภูมิมันเอะใจมาดูว่าแกยังอยู่บนดาดฟ้าหรือป่าว....ไม่งั้นแกได้นอนจมน้ำฝนตายไปแล้ว!!!!”
วินด์หันไปทำตาดุใส่เย้เย ก่อนจะวิ่งออกไปตามหาAva......
.....Ava….แกอยู่ที่ไหน.......
ในขณะเดียวกันใต้กันสาดหน้าโรงยิม มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนมองสายฝนที่เทลงมาราวกับฟ้ารั่ว
มือขาวจัดลู่เส้นผมสีดำแกมน้ำเงินที่ปกใบหน้าขึ้น
นัยน์ตาสีเดียวกับเรือนผมหันไปมองเจ้านกน้อยที่นั่งตัวสั่นอยู่บนเรียวแขน
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเฉกเช่นทุกครั้ง
“ถ้าฝนหยุด.....จะปล่อยไปนะครับ”
Fin............
สรุปแล้ว.....คนที่เอาAvaไปก็คือหนูปอนะค่ะ^^~
[แอบเอาลูกชายเค้ามาเล่น...ไม่รู้จะโดนดักเตะหรือป่าว= =]
เจอกันเมื่อรุยว่างนะงับ= ="
แต่ก็สนุกดีครับ นึกว่าจะหักมุมให้Avaไปอยู่กับวิญญาณชินนะนั่น

=w=)d สนุุกดีค่ะ สมกับเป็น มหากาพย์~
#1 By [ i ]Rin on 2008-06-23 00:45